วิธีแก้เด็กสมาธิสั้น และเรียนเก่งขึ้นแบบรวดเร็ว


วิธีทำให้ลูกเรียนเก่งด้วยตัวช่วยของคุณแม่







เรื่องเล่าเช้านี้

                      เด็กชาย เอ นามสมมุติ เป็น โรคสมาธิสั้น ตั้งแต่เล็ก ผู้ปกครองก็พาไปมาหลายที่ แต่ก็ยังไม่หาย เรียนแบบปกติไม่ได้เพราะเรียนไม่ทันเพื่อน และครูสอนอะไรก็ไม่จำ แต่เด็กชายเอจะจำในเรื่องที่เขาสนใจเช่น การเล่นโทรศัพท์ การเล่นเกมส์ เรื่องอื่นเขาไม่จำ ทำให้ผู้ปกครองหนักใจมากว่าจะทำอย่างไรดี และวันหนึ่ง ได้มาพบผลิตภัณฑ์ ดูแลสมองตัวหนึ่ง ที่ชื่อว่า อเลอไทด์ ผู้ปกครองจึงซื้อมาให้เด็กชายเอทาน ปรากฎว่าทานไปได้ ประมาณ 2 เดือน ผลสอบออกมาเด็กชายเอ ได้เกรด A ผู้ปกครองจึงอยากจะบอกผู้ปกครองที่มีปัญหาลูกสมาธิสั้น ให้รู้จักผลิตภัณฑ์ อเลอไทด์ ซึ่งจะสามารถช่วยลูกหลานของทุกท่านได้เป็นอย่างดี จึงขอฝากข้อมูลนี้ไว้เพื่อเป็นประโยชน์สำหรับทุกคน



โรคสมาธิสั้นคือ กลุ่มอาการที่เกิดขึ้นตั้งแต่วัยเด็ก (ก่อนอายุ 7 ขวบ) ซึ่งจะมีผลกระทบต่อพฤติกรรม อารมณ์ การเรียน และการเข้าสังคมกับผู้อื่นของเด็ก กลุ่มอาการนี้ได้แก่ ขาดสมาธิ (attention deficit), การขาดความสามารถในการควบคุมตัวเอง (impulsivity), อาการซน (hyperactivity)

เด็กบางคนอาจจะมีอาการซนและการขาดความสามารถในการควบคุมตัวเองเป็นอาการหลัก ซึ่งพบได้บ่อยในเด็กผู้ชาย หรือบางคนอาจจะมีอาการขาดสมาธิเป็นปัญหาหลัก พบได้บ่อยพอ ๆ กันในเด็กผู้หญิงและเด็กผู้ชาย โรคสมาธิสั้นนี้พบได้บ่อยในทุกประเทศทั่วโลก ในต่างประเทศพบว่าประมาณ 3-5 เปอร์เซ็นต์ของเด็กในวัยเรียน เป็นโรคสมาธิสั้น

เด็ก LD หมายถึงเด็กที่บกพร่องทางการเรียนรู้ เนื่องจากมีความผิดปกติของระบบประสาททำให้สมองถูกจำกัดความสามารถในการเรียนรู้ การทำความเข้าใจ หรือการจดจำ และอาจพบร่วมกับโรคทางจิตเวชอื่น ๆ ได้ถึงร้อยละ 40-50 เช่น โรคสมาธิสั้น (ADHD) พ่อแม่อาจสังเกตสัญญาณของความผิดปกติจากการที่เด็กไม่สามารถจดจ่ออยู่กับสิ่งใดได้นาน มีปัญหาในการพูด การอ่าน การเขียน การคำนวณ ส่งผลให้อาจมีทักษะในการเรียนรู้ด้อยกว่าเด็กในวัยเดียวกัน ทั้งนี้ ความเอาใจใส่ของคนใกล้ชิดและการรักษาด้วยวิธีที่เหมาะสมตั้งแต่เนิ่น ๆ อาจช่วยให้ผู้ป่วยเด็ก LD พัฒนาทักษะทางด้านต่าง ๆ ได้อย่างเต็มศักยภาพและใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้เหมือนเด็กปกติ

วิธีไหนจะทำให้เรียนเก่งฉลาดขึ้น


อาการของเด็ก LD
กลุ่มอาการบกพร่องทางการเรียนรู้แบ่งเป็นหลายชนิดตามความบกพร่องทางทักษะด้านต่าง ๆ ส่งผลให้เด็ก LD แสดงอาการผิดปกติแตกต่างกันไป ดังนี้
ความบกพร่องด้านการเคลื่อนไหว (Dyspraxia) คือความบกพร่องของทักษะการเคลื่อนไหวและการประสานงานระหว่างสมองกับอวัยวะเป้าหมาย เด็กอาจใช้งานช้อนส้อมหรือดินสอลำบาก ผูกเชือกรองเท้าด้วยตนเองไม่ได้ พูดติดขัด เคลื่อนไหวลูกตาลำบาก ร่างกายไวต่อแสง การสัมผัส รสชาติ หรือกลิ่น เป็นต้น
ความบกพร่องด้านการคำนวน (Dyscalculia) คือความบกพร่องของทักษะทางคณิตศาสตร์ เด็กอาจจดจำตัวเลข ตารางสูตรคูณ นับเลข หรือแก้โจทย์ปัญหาพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ได้ช้าหรือทำไม่ได้เลย
ความบกพร่องด้านการเขียน (Dysgraphia) อาจมีปัญหาด้านการเขียนหนังสือ การสะกดคำ และไม่สามารถคิดและเขียนไปพร้อมกันได้
ความบกพร่องด้านการใช้ภาษา (Dyslexia) คือความบกพร่องของทักษะการตีความภาษา ส่งผลให้มีปัญหาในการอ่านหรือการเขียน เด็กอาจอ่านหนังสือไม่ได้หรืออ่านได้ช้า จับใจความเรื่องที่อ่านไม่ได้ หรือไม่สามารถสื่อสารให้ผู้อื่นเข้าใจผ่านการเขียนหรือการพูด
ความบกพร่องด้านการฟัง เด็กได้ยินเสียงเป็นปกติแต่ไม่สามารถตีความได้ ส่งผลให้อาจมีปัญหาในการอ่าน แยกแยะเสียงไม่ได้ จดจำคำพูดไม่ได้ หรือไม่ปฏิบัติตามสิ่งที่ได้ยิน
ความบกพร่องด้านการมองเห็น เด็กอาจขาดทักษะในการตีความข้อมูลภาพ ทำให้แยกแยะความแตกต่างระหว่างสิ่งของ 2 สิ่งไม่ได้หรือทำได้ช้า หรือตากับมือเคลื่อนไหวไม่สัมพันธ์กัน
มีปัญหาในการจดจำข้อมูล การอ่าน การเขียน การคำนวณ และทำการบ้านเองไม่ได้ ผู้ปกครองต้องช่วยทำทุกครั้ง เข้าใจความคิดที่เป็นนามธรรมได้ยาก ไม่ใส่ใจรายละเอียดของสิ่งต่าง ๆ รอบตัว ทว่าบางรายอาจช่างสังเกตและให้ความสนใจต่อสิ่งต่าง ๆ มากเกินไปได้เช่นกัน ขาดทักษะการเข้าสังคม ไม่เข้าใจและไม่ปฏิบัติตามคำแนะนำหรือคำสั่งสอน อวัยวะต่าง ๆ เคลื่อนไหวไม่ประสานงานกัน ทำให้อาจมีปัญหาในการเดิน เล่นกีฬา จับดินสอ หรือใช้ช้อนส้อม ไม่เข้าใจแบบแผนของเวลา ทำของใช้ส่วนตัวหายเป็นประจำ แสดงพฤติกรรมต่อต้านหรือมีอารมณ์ก้าวร้าวที่โรงเรียน ไม่อยากไปโรงเรียน ไม่ยอมทำการบ้านหรือกิจกรรมที่ต้องใช้ทักษะบางประการ เช่น การอ่าน การเขียน การคำนวณ เป็นต้น
สาเหตุของความบกพร่องทางการเรียนรู้
ภาวะความบกพร่องทางการเรียนรู้ยังไม่อาจระบุสาเหตุการเกิดที่แน่ชัด แต่นักวิจัยเชื่อว่าอาจมีปัจจัยบางอย่างกระตุ้นให้เกิดความผิดปกติ ดังนี้
พันธุกรรม คาดว่าเป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลให้เด็กมีความบกพร่องทางการเรียนรู้ ทั้งนี้ นักวิจัยบางส่วนโต้แย้งว่าเด็ก LD อาจไม่ได้เกิดจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรม แต่เกิดจากการเรียนรู้และเลียนแบบพฤติกรรมของพ่อแม่ พัฒนาการสมอง บางทฤษฎีกล่าวว่าเด็กที่มีพัฒนาการสมองผิดปกติ เช่น เด็กที่มีน้ำหนักแรกเกิดต่ำกว่ามาตรฐาน คลอดก่อนกำหนด สมองขาดออกซิเจน หรือได้รับอุบัติเหตุที่กระทบกระเทือนสมอง อาจมีแนวโน้มเกิดภาวะบกพร่องทางการเรียนรู้มากกว่าเด็กทั่วไป สิ่งแวดล้อม การสูดดมหรือสัมผัสสารพิษจากสิ่งแวดล้อมเป็นประจำ เช่น สารตะกั่ว รวมถึงโภชนาการที่ไม่ดีตั้งแต่เด็ก อาจส่งผลให้เกิดความพร่องทางการเรียนรู้

รองมาศึกษาเรื่องสมองกันสักนิด
















ปัจจัยใดบ้างที่ส่งผลต่อสมาธิ?
1. ทักษะด้านการฟัง (Auditory Processing)
เสียงพูดของมนุษย์นั้นมีการแปรผันเร็วมาก เช่น เสียง ‘b’ และ ‘d’ ในภาษาอังกฤษ อัตราความเร็วของเสียงที่พูดออกมาต่างกันเพียง 40 ล้านวินาที (milliseconds) ซึ่งอัตราความเร็วนี้เอง เป็นสิ่งที่ทำให้สมองของเด็กประมวลผลไม่ทัน
หากสมองของเด็กทำการวิเคราะห์เสียงช้าเกินไป จะส่งผลทำให้เด็กไม่สามารถแยกแยะความแตกต่างของเสียงสองเสียงที่ได้ยินและอาจฟังเป็นเสียงเดียวกัน ทำให้ความหมายของคำที่ได้ฟังก็แตกต่างกันไปด้วย นักเรียนอาจเกิดความสับสนไม่เข้าใจเมื่อต้องฟังคำสั่งคุณครู และเมื่อเกิดความสับสน ไม่ชัดเจน หรือฟังไม่ทัน เด็กอาจจะหันเหไปทำอย่างอื่นได้ง่าย และผู้ใหญ่ก็มองว่าเด็กขาดสมาธินั่นเอง
2. ทักษะด้านการมอง (Visual Processing)
คือความสามารถในการวิเคราะห์สิ่งที่มองเห็น หากเด็กมีการพัฒนาอ่อนกว่าวัยในด้านนี้ จะไม่สามารถจดจำรายละเอียดในสิ่งที่มองเห็นได้ ส่งผลให้เด็กไม่เพลิดเพลินและขาดความสนใจในสิ่งที่เรียน อาจถูกหันเหไปทำอย่าอื่นที่ทำได้ดีและเพลิดเพลินมากกว่า เช่น การเล่นกับเพื่อน ชวนเพื่อนคุย นั่งเหม่อ เป็นต้น เมื่อ ผู้ปกครองหรือครูสังเกตเห็นพฤติกรรมเหล่านี้ อาจตัดสินว่าเด็กเป็นสมาธิสั้น
3. ทักษะด้านการควบคุมการเคลื่อนไหวและประสาทสัมผัส (Sensory-Motor Processing)
หากทักษะนี้มีพัฒนาการที่อ่อนกว่าวัย ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของ การนั่ง การทรงตัว ความสัมพันธ์ของกล้ามเนื้อมือและกล้ามเนื้อลำตัว หรือการจับปากกา อาจจะเป็นสิ่งที่ยากและอาจจะต้องใช้แรงจากกล้ามเนื้อส่วนต่างๆมากกว่าปกติ เมื่อเด็กๆไม่สามารถอยู่นิ่งได้ขณะเขียนการบ้าน หรือขณะนั่งเรียนในห้องเรียน ก็จะส่งผลต่อลายมือที่ไม่สวยและไม่เรียบร้อย เด็กก็จะรู้สึกไม่ดีและหันไปทำอย่างอื่นแทน เราก็มองว่าเด็กไม่ใส่ใจ ไม่ตั้งใจ หรือขาดสมาธิ ซึ่งในความเป็นจริงนั้นหากทักษะแต่ละด้านนี้ได้รับการพัฒนาและเรียนรู้อย่างถูกวิธีและถูกต้องตามช่วงอายุที่เหมาะสม ประสิทธิภาพในการเรียนและการดำรงชีวิตของเด็กก็จะเกิดการพัฒนา ทำให้เด็กสามารดจดจ่อและทำสิ่งต่างๆได้ดี มีประสิทธิภาพและมีความสุขในการเรียนมากยิ่งขึ้น

จะสังเกตได้อย่างไรว่าเด็กเป็นโรคสมาธิสั้นหรือไม

1. การขาดสมาธิ (attention deficit) โดยสังเกตพบว่าเด็กจะมีลักษณะดังนี้
         ไม่สามารถทำงานที่ครู หรือพ่อแม่สั่งจนสำเร็จ
         ไม่มีสมาธิในขณะทำงานหรือเล่น
         ดูเหมือนไม่ค่อยฟังเวลาพูดด้วย
         ไม่สามารถตั้งใจฟัง และเก็บรายละเอียดได้ ทำให้ทำงานผิดพลาดบ่อย
         ไม่ค่อยเป็นระเบียบ
         วอกแวกง่าย
         ขี้ลืมบ่อย ๆ
         มีปัญหาหรือพยายามหลีกเลี่ยงงานที่ต้องใช้ความคิดหรือสมาธิ
         ทำของใช้ส่วนตัวหรือของใช้ที่จำเป็นสำหรับงานหรือการเรียนหายอยู่บ่อย ๆ

2. การซน (hyperactivity) และการขาดความสามารถในการควบคุมตนเอง (impulsivity) เด็กจะมีลักษณะดังนี้
         ยุกยิก อยู่ไม่สุข
         นั่งไม่ติดที่ ลุกเดินบ่อย ๆ ขณะอยู่ที่บ้านหรือในห้องเรียน
         ชอบวิ่ง หรือปีนป่ายสิ่งต่าง ๆ
         พูดมาก พูดไม่หยุด
         เล่นเสียงดัง
         ตื่นตัวตลอดเวลา หรือดูตื่นเต้นง่าย
         ชอบโพล่งคำตอบเวลาครูหรือพ่อแม่ถาม โดยที่ยังฟังคำถามไม่จบ
         รอคอยไม่เป็น
         ชอบขัดจังหวะหรือสอดแทรกเวลาผู้อื่นกำลังพูดอยู่
      หากเด็กมีลักษณะในข้อ 1 หรือ 2 รวมกันมากกว่า 6 ข้อ อาการเด็กของท่านมีความเป็นไปได้สูงที่จะเป็นโรคสมาธิสั้น

สมองประกอบด้วยเซลล์สองชนิด คือ เซลล์ประสาท และเซลล์เกลีย เกลียมีหน้าที่ในการดูแลและปกป้องนิวรอน นิวรอนหรือเซลล์ประสาทเป็นเซลล์หลักที่ทำหน้าที่ส่งข้อมูลในรูปแบบของสัญญาณไฟฟ้าที่เรียกว่า ศักยะงาน (action potential) การติดต่อระหว่างนิวรอนนั้นเกิดขึ้นได้โดยการหลั่งของสารเคมีชนิดต่าง ๆ ที่รวมเรียกว่า สารสื่อประสาท (neurotransmitter) ข้ามบริเวณระหว่างนิวรอนสองตัวที่เรียกว่า ไซแนปส์ สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง เช่น แมลงต่าง ๆ ก็มีนิวรอนอยู่นับล้านในสมอง สัตว์มีกระดูกสันหลังขนาดใหญ่มักจะมีนิวรอนมากกว่าหนึ่งร้อยล้านตัวในสมอง สมองของมนุษย์นั้นมีความพิเศษกว่าสัตว์ตรงที่ว่ามีความซับซ้อนและใหญ่กว่าเมื่อเทียบกับขนาดตัวของมนุษย์

หลายๆคนคิดว่า นี่คือเคล็ดลับตรงไหนเนี่ย แต่ที่จริงแล้ว มันเป็นสุดยอดเคล็ดลับ ที่ทำให้น้องเก่งจากภายใน ร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์ กินอิ่มนอนหลับ จะส่งผลให้ สมองปลอดโปร่งตามไปด้วย พอสมองปลอดโปร่ง จะแล่นมาก จำอะไรได้ง่ายกว่า เร็วกว่า เยอะกว่า ไม่ลองไม่รู้นะเออ





ช่วงแนะนำวิธีการแก้ปัญหาเด็กสมาธิสั้นหรือต้องการให้ลูกเรียนเก่ง







ต้วอย่างผู้ใช้ คลิ๊กที่ภาพด้านล่าง

























คลิ๊กเพื่อโทร 065-096-4419







ความคิดเห็น

  1. ใช้แล้วดีมากลูกดีขึ้นแบบผิดหูผิดตาเลยต้องขอบคุณมากนะคะ

    ตอบลบ

แสดงความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

โรคสมาธิสั้น

เด็ก แอล ดี