วิธีแก้เด็กสมาธิสั้น และเรียนเก่งขึ้นแบบรวดเร็ว
เรื่องเล่าเช้านี้
เด็กชาย เอ นามสมมุติ เป็น โรคสมาธิสั้น ตั้งแต่เล็ก ผู้ปกครองก็พาไปมาหลายที่ แต่ก็ยังไม่หาย เรียนแบบปกติไม่ได้เพราะเรียนไม่ทันเพื่อน และครูสอนอะไรก็ไม่จำ แต่เด็กชายเอจะจำในเรื่องที่เขาสนใจเช่น การเล่นโทรศัพท์ การเล่นเกมส์ เรื่องอื่นเขาไม่จำ ทำให้ผู้ปกครองหนักใจมากว่าจะทำอย่างไรดี และวันหนึ่ง ได้มาพบผลิตภัณฑ์ ดูแลสมองตัวหนึ่ง ที่ชื่อว่า อเลอไทด์ ผู้ปกครองจึงซื้อมาให้เด็กชายเอทาน ปรากฎว่าทานไปได้ ประมาณ 2 เดือน ผลสอบออกมาเด็กชายเอ ได้เกรด A ผู้ปกครองจึงอยากจะบอกผู้ปกครองที่มีปัญหาลูกสมาธิสั้น ให้รู้จักผลิตภัณฑ์ อเลอไทด์ ซึ่งจะสามารถช่วยลูกหลานของทุกท่านได้เป็นอย่างดี จึงขอฝากข้อมูลนี้ไว้เพื่อเป็นประโยชน์สำหรับทุกคน
เด็กบางคนอาจจะมีอาการซนและการขาดความสามารถในการควบคุมตัวเองเป็นอาการหลัก ซึ่งพบได้บ่อยในเด็กผู้ชาย หรือบางคนอาจจะมีอาการขาดสมาธิเป็นปัญหาหลัก พบได้บ่อยพอ ๆ กันในเด็กผู้หญิงและเด็กผู้ชาย โรคสมาธิสั้นนี้พบได้บ่อยในทุกประเทศทั่วโลก ในต่างประเทศพบว่าประมาณ 3-5 เปอร์เซ็นต์ของเด็กในวัยเรียน เป็นโรคสมาธิสั้น
วิธีไหนจะทำให้เรียนเก่งฉลาดขึ้น
กลุ่มอาการบกพร่องทางการเรียนรู้แบ่งเป็นหลายชนิดตามความบกพร่องทางทักษะด้านต่าง ๆ ส่งผลให้เด็ก LD แสดงอาการผิดปกติแตกต่างกันไป ดังนี้
ความบกพร่องด้านการเคลื่อนไหว (Dyspraxia) คือความบกพร่องของทักษะการเคลื่อนไหวและการประสานงานระหว่างสมองกับอวัยวะเป้าหมาย เด็กอาจใช้งานช้อนส้อมหรือดินสอลำบาก ผูกเชือกรองเท้าด้วยตนเองไม่ได้ พูดติดขัด เคลื่อนไหวลูกตาลำบาก ร่างกายไวต่อแสง การสัมผัส รสชาติ หรือกลิ่น เป็นต้น
ความบกพร่องด้านการคำนวน (Dyscalculia) คือความบกพร่องของทักษะทางคณิตศาสตร์ เด็กอาจจดจำตัวเลข ตารางสูตรคูณ นับเลข หรือแก้โจทย์ปัญหาพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ได้ช้าหรือทำไม่ได้เลย
ความบกพร่องด้านการเขียน (Dysgraphia) อาจมีปัญหาด้านการเขียนหนังสือ การสะกดคำ และไม่สามารถคิดและเขียนไปพร้อมกันได้
ความบกพร่องด้านการใช้ภาษา (Dyslexia) คือความบกพร่องของทักษะการตีความภาษา ส่งผลให้มีปัญหาในการอ่านหรือการเขียน เด็กอาจอ่านหนังสือไม่ได้หรืออ่านได้ช้า จับใจความเรื่องที่อ่านไม่ได้ หรือไม่สามารถสื่อสารให้ผู้อื่นเข้าใจผ่านการเขียนหรือการพูด
ความบกพร่องด้านการฟัง เด็กได้ยินเสียงเป็นปกติแต่ไม่สามารถตีความได้ ส่งผลให้อาจมีปัญหาในการอ่าน แยกแยะเสียงไม่ได้ จดจำคำพูดไม่ได้ หรือไม่ปฏิบัติตามสิ่งที่ได้ยิน
ความบกพร่องด้านการมองเห็น เด็กอาจขาดทักษะในการตีความข้อมูลภาพ ทำให้แยกแยะความแตกต่างระหว่างสิ่งของ 2 สิ่งไม่ได้หรือทำได้ช้า หรือตากับมือเคลื่อนไหวไม่สัมพันธ์กัน
มีปัญหาในการจดจำข้อมูล การอ่าน การเขียน การคำนวณ และทำการบ้านเองไม่ได้ ผู้ปกครองต้องช่วยทำทุกครั้ง เข้าใจความคิดที่เป็นนามธรรมได้ยาก ไม่ใส่ใจรายละเอียดของสิ่งต่าง ๆ รอบตัว ทว่าบางรายอาจช่างสังเกตและให้ความสนใจต่อสิ่งต่าง ๆ มากเกินไปได้เช่นกัน ขาดทักษะการเข้าสังคม ไม่เข้าใจและไม่ปฏิบัติตามคำแนะนำหรือคำสั่งสอน อวัยวะต่าง ๆ เคลื่อนไหวไม่ประสานงานกัน ทำให้อาจมีปัญหาในการเดิน เล่นกีฬา จับดินสอ หรือใช้ช้อนส้อม ไม่เข้าใจแบบแผนของเวลา ทำของใช้ส่วนตัวหายเป็นประจำ แสดงพฤติกรรมต่อต้านหรือมีอารมณ์ก้าวร้าวที่โรงเรียน ไม่อยากไปโรงเรียน ไม่ยอมทำการบ้านหรือกิจกรรมที่ต้องใช้ทักษะบางประการ เช่น การอ่าน การเขียน การคำนวณ เป็นต้น
สาเหตุของความบกพร่องทางการเรียนรู้
ภาวะความบกพร่องทางการเรียนรู้ยังไม่อาจระบุสาเหตุการเกิดที่แน่ชัด แต่นักวิจัยเชื่อว่าอาจมีปัจจัยบางอย่างกระตุ้นให้เกิดความผิดปกติ ดังนี้
พันธุกรรม คาดว่าเป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลให้เด็กมีความบกพร่องทางการเรียนรู้ ทั้งนี้ นักวิจัยบางส่วนโต้แย้งว่าเด็ก LD อาจไม่ได้เกิดจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรม แต่เกิดจากการเรียนรู้และเลียนแบบพฤติกรรมของพ่อแม่ พัฒนาการสมอง บางทฤษฎีกล่าวว่าเด็กที่มีพัฒนาการสมองผิดปกติ เช่น เด็กที่มีน้ำหนักแรกเกิดต่ำกว่ามาตรฐาน คลอดก่อนกำหนด สมองขาดออกซิเจน หรือได้รับอุบัติเหตุที่กระทบกระเทือนสมอง อาจมีแนวโน้มเกิดภาวะบกพร่องทางการเรียนรู้มากกว่าเด็กทั่วไป สิ่งแวดล้อม การสูดดมหรือสัมผัสสารพิษจากสิ่งแวดล้อมเป็นประจำ เช่น สารตะกั่ว รวมถึงโภชนาการที่ไม่ดีตั้งแต่เด็ก อาจส่งผลให้เกิดความพร่องทางการเรียนรู้
รองมาศึกษาเรื่องสมองกันสักนิด
ปัจจัยใดบ้างที่ส่งผลต่อสมาธิ?
1. ทักษะด้านการฟัง (Auditory Processing)
เสียงพูดของมนุษย์นั้นมีการแปรผันเร็วมาก เช่น เสียง ‘b’ และ ‘d’ ในภาษาอังกฤษ อัตราความเร็วของเสียงที่พูดออกมาต่างกันเพียง 40 ล้านวินาที (milliseconds) ซึ่งอัตราความเร็วนี้เอง เป็นสิ่งที่ทำให้สมองของเด็กประมวลผลไม่ทัน
หากสมองของเด็กทำการวิเคราะห์เสียงช้าเกินไป จะส่งผลทำให้เด็กไม่สามารถแยกแยะความแตกต่างของเสียงสองเสียงที่ได้ยินและอาจฟังเป็นเสียงเดียวกัน ทำให้ความหมายของคำที่ได้ฟังก็แตกต่างกันไปด้วย นักเรียนอาจเกิดความสับสนไม่เข้าใจเมื่อต้องฟังคำสั่งคุณครู และเมื่อเกิดความสับสน ไม่ชัดเจน หรือฟังไม่ทัน เด็กอาจจะหันเหไปทำอย่างอื่นได้ง่าย และผู้ใหญ่ก็มองว่าเด็กขาดสมาธินั่นเอง
2. ทักษะด้านการมอง (Visual Processing)
คือความสามารถในการวิเคราะห์สิ่งที่มองเห็น หากเด็กมีการพัฒนาอ่อนกว่าวัยในด้านนี้ จะไม่สามารถจดจำรายละเอียดในสิ่งที่มองเห็นได้ ส่งผลให้เด็กไม่เพลิดเพลินและขาดความสนใจในสิ่งที่เรียน อาจถูกหันเหไปทำอย่าอื่นที่ทำได้ดีและเพลิดเพลินมากกว่า เช่น การเล่นกับเพื่อน ชวนเพื่อนคุย นั่งเหม่อ เป็นต้น เมื่อ ผู้ปกครองหรือครูสังเกตเห็นพฤติกรรมเหล่านี้ อาจตัดสินว่าเด็กเป็นสมาธิสั้น
3. ทักษะด้านการควบคุมการเคลื่อนไหวและประสาทสัมผัส (Sensory-Motor Processing)
หากทักษะนี้มีพัฒนาการที่อ่อนกว่าวัย ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของ การนั่ง การทรงตัว ความสัมพันธ์ของกล้ามเนื้อมือและกล้ามเนื้อลำตัว หรือการจับปากกา อาจจะเป็นสิ่งที่ยากและอาจจะต้องใช้แรงจากกล้ามเนื้อส่วนต่างๆมากกว่าปกติ เมื่อเด็กๆไม่สามารถอยู่นิ่งได้ขณะเขียนการบ้าน หรือขณะนั่งเรียนในห้องเรียน ก็จะส่งผลต่อลายมือที่ไม่สวยและไม่เรียบร้อย เด็กก็จะรู้สึกไม่ดีและหันไปทำอย่างอื่นแทน เราก็มองว่าเด็กไม่ใส่ใจ ไม่ตั้งใจ หรือขาดสมาธิ ซึ่งในความเป็นจริงนั้นหากทักษะแต่ละด้านนี้ได้รับการพัฒนาและเรียนรู้อย่างถูกวิธีและถูกต้องตามช่วงอายุที่เหมาะสม ประสิทธิภาพในการเรียนและการดำรงชีวิตของเด็กก็จะเกิดการพัฒนา ทำให้เด็กสามารดจดจ่อและทำสิ่งต่างๆได้ดี มีประสิทธิภาพและมีความสุขในการเรียนมากยิ่งขึ้น
จะสังเกตได้อย่างไรว่าเด็กเป็นโรคสมาธิสั้นหรือไม่
1. การขาดสมาธิ (attention deficit) โดยสังเกตพบว่าเด็กจะมีลักษณะดังนี้
2. การซน (hyperactivity) และการขาดความสามารถในการควบคุมตนเอง (impulsivity) เด็กจะมีลักษณะดังนี้
หากเด็กมีลักษณะในข้อ 1 หรือ 2 รวมกันมากกว่า 6 ข้อ อาการเด็กของท่านมีความเป็นไปได้สูงที่จะเป็นโรคสมาธิสั้น
สมองประกอบด้วยเซลล์สองชนิด คือ เซลล์ประสาท และเซลล์เกลีย เกลียมีหน้าที่ในการดูแลและปกป้องนิวรอน นิวรอนหรือเซลล์ประสาทเป็นเซลล์หลักที่ทำหน้าที่ส่งข้อมูลในรูปแบบของสัญญาณไฟฟ้าที่เรียกว่า ศักยะงาน (action potential) การติดต่อระหว่างนิวรอนนั้นเกิดขึ้นได้โดยการหลั่งของสารเคมีชนิดต่าง ๆ ที่รวมเรียกว่า สารสื่อประสาท (neurotransmitter) ข้ามบริเวณระหว่างนิวรอนสองตัวที่เรียกว่า ไซแนปส์ สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง เช่น แมลงต่าง ๆ ก็มีนิวรอนอยู่นับล้านในสมอง สัตว์มีกระดูกสันหลังขนาดใหญ่มักจะมีนิวรอนมากกว่าหนึ่งร้อยล้านตัวในสมอง สมองของมนุษย์นั้นมีความพิเศษกว่าสัตว์ตรงที่ว่ามีความซับซ้อนและใหญ่กว่าเมื่อเทียบกับขนาดตัวของมนุษย์
หลายๆคนคิดว่า นี่คือเคล็ดลับตรงไหนเนี่ย แต่ที่จริงแล้ว มันเป็นสุดยอดเคล็ดลับ ที่ทำให้น้องเก่งจากภายใน ร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์ กินอิ่มนอนหลับ จะส่งผลให้ สมองปลอดโปร่งตามไปด้วย พอสมองปลอดโปร่ง จะแล่นมาก จำอะไรได้ง่ายกว่า เร็วกว่า เยอะกว่า ไม่ลองไม่รู้นะเออ
ช่วงแนะนำวิธีการแก้ปัญหาเด็กสมาธิสั้นหรือต้องการให้ลูกเรียนเก่ง
![]() |
| คลิ๊กเพื่อโทร 065-096-4419 |











































ใช้แล้วดีมากลูกดีขึ้นแบบผิดหูผิดตาเลยต้องขอบคุณมากนะคะ
ตอบลบ